Penguin Bloom เป็นภาพยนตร์ดราม่าผลงานการกำกับของเกลนดินน์ ไอวิน ผู้กำกับชาวออสเตรเลีย โดยดัดแปลงมาจากหนังสือแนวชีวประวัติ Penguin Bloom: The Odd Little Bird Who Saved a Family เพนกวิน บลูม:นกตัวจ้อยผู้ช่วยครอบครัว

ความหวังอันแสบริบหรี่ของแซม บลูม (นาโอมิ วัตส์) ที่พลักตกลงมาจากจุดชมวิวในประเทศไทย เธอจึงกลายเป็นผู้ป่วยอัมพาตท่อนล่างลงไป เธอไร้ซึ่งความรู้สึกโดยสิ้นเชิง จากหญิงสาวผู้เป็นแม่และมีความสุขกับการเล่นเซิร์ฟ ใช้ชีวิตเดินเหินไปไหนมาไหนตามใจอยาก กลับต้องกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง ไปไหนมาไหนไม่สะดวกเพราะต้องอาศัยรถเข็นวีลแชร์ทำให้เธออุดอู้อยู่แต่ในบ้านและความรู้สึกไร้คุณค่าในตัวเอง จนวันหนึ่งมีนกกางเขนที่บาดเจ็บบินมาตกอยู่แถวบ้าน โนอาห์ (กริฟฟิน มัวเรย์-จอห์นสตันท์) จึงเก็บมันมาและขอแซมเลี้ยงดูเจ้านกตัวนี้ไว้และตั้งชื่อมันว่า “เพนกวิน”

แรกเริ่มแซมก็อดรำคาญในเสียงร้องเรียก แต่ไม่นานนักเธอก็เริ่มรู้สึกว่าเจ้านกตัวนี้เองก็ทำให้เธอได้ฉุกคิดถึงคุณค่าของการมีชีวิตต่อไป การตระหนักในความรักของครอบครัว  ปลดเปลื้องความรู้สึกอันเลวร้ายและพยายามก้าวผ่านจุดตกต่ำที่สุดของชีวิตและหันกลับมาใช้ชีวิตที่เหลืออยู่กับครอบครัวและลูกๆอีกครั้งรวมไปถึงหากิจกรรมที่คนเป็นอัมพาตครึ่งตัวอย่างเธอจะสามารถทำได้อย่างเช่นการพายเรือคายัค โดยมีโค้ชส่วนตัวคอยดูแล

องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้หนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยอารมณ์วูบไหวต่างๆนานาคืองานถ่ายภาพของแซม ชิปลิน ซึ่งเล่นกับโทนสีร้อนเย็น อันเป็นตัวกำหนดอารมณ์ของตัวละครในเรื่อง โดยช่วงแรกหากลองสังเกตให้ดีเราจะพบว่าโทนสีส่วนใหญ่จะเป็นโทนสีเย็นที่ตัวละครดูสิ้นหวังและอุดอู้อยู่แต่ในบ้าน ตรงกันข้ามเมื่อแซมสามารถเอาชนะใจตัวเองได้และกลับออกมาใช้ชีวิตอีกครั้ง โทนสีในหนังก็เริ่มกลายเป็นสีโทนร้อนอบอุ่นขึ้นมา

อย่างไรก็ตามสิ่งที่จะพูดถึงไม่ได้เลยคือ เหตุการณ์ในหนังจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าหากราวกั้นชมวิวในประเทศไทยนั้นไม่เกิดพังลงมาจนกลายเป็นโศกนาฏกรรม แม้อาจจะต้องบอกว่ามันเป็นความโชคร้ายของแซมก็ตาม แต่สิ่งนี้ก็ทำให้เราเห็นว่าความปลอดภัยในเรื่องการตรวจสอบสถานที่ท่องเที่ยวนั้น เป็นเรื่องที่สถานประกอบการทุกพื้นที่ควรตระหนักและหมั่นตรวจสอบเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกรณีแบบในหนังหรือไม่

ความหวังไม่ควรจะต้องเริ่มมาจากการเกิดโศกนาฏกรรมใดๆ